2008/Apr/24

ได้โอกาสมาตอบ Tag ของ พี่สาวผู้หน้าตาดี 1411

ตาม link นี้ครับ

 

http://wind1411.exteen.com/20080408/tag

 

 

เรื่องของรองเท้าคู่แรกเลย

 

 

 

ใช้ใส่สบายๆ เดินไปไหนสะดวก ลุยน้ำได้หากต้องเดินในพื้นแฉะๆ

คู่ที่ 2

 

 

 

ส่วนใหญ่จะใส่เมื่อใส่ถุงเท้าแต่ไม่อยากใส่หุ้มส้น

 

 คู่นี้ใส่มาทำงานเกือบทุกวันนอกจากวันไหนนึกครึ้มอกครึ้มใจใส่คู่ที่ 3

 

ส่วนคู่ที่ติดเท้ามากที่สุดคงเป็นคู่นี้ ไปไหนมาไหนบ่อยกันบ่อย

 

บางทีก็ใส่มาทำงาน ส่วนใหญ่มันจะติดเท้าสุดหากไม่ไปทำงานใช้มานานแล้ว 4 ปีเห็นจะได้ 

 

4 คู่กำลังดี จริงๆยังมีร้องเท้าที่ใส่ทำงานอีก 2-3 คู่

 

แล้วรองเท้ากีฬาอีก เดี๋ยวมันจะเยอะไป เอาแต่พองามเน้อ

 

และไม่ขอส่ง tag ต่อให้ใคร........

 

2008/Mar/31

ช่วงปลายเดือนมีนาคมจริงๆคงต้องพูดว่าวันที่ 1 เมษายน เป็นประเพณีทุกปีของบริษัทที่มีการปรับ

ตำแหน่งโยกย้ายตำแหน่งงาน ภายในองค์กร

 

หลายคนได้โปรโมท ขึ้นมาตำแหน่งใหม่ หลายคนผิดหวังกับการไม่ได้โปรโมท เรื่องนั้นไม่ค่อยโดยพูดถึงกันเท่าไร

เพราะบางคนก็อยู่ในวาระที่ต้องปรับตำแหน่งขึ้น บางคนสอบผ่านในช่วงโปรโมท

 

วันพฤหัสที่ผ่านมามีคำสั่งจากไดเร็กเตอร์ออกมาสั่งย้าย จีเอ็มในแผนก  เรื่องการโปรโมทเลยเป็นเรื่องรองในการพูดคุยลงไป

มีคำถามว่าทำไม ทุกคนๆคนไม่มีคำตอบรวมทั้งจีเอ็มที่โดนย้าย

 

ผมทำงานมาสองสามที่  มีเรื่องนี้เกิดขึ้นที่นี่เป็นที่ที่สอง ที่แรกนายโดนไล่ออกเลย ไม่มีคำตอบใดๆ

ผลงานที่ทำคือทำโปรเจ็คเกือบๆร้อยกว่าล้าน เสร็จแล้วให้ออกเลย

 

ตอนนั้นผมลาออกหลังจากนายโดยไล่ออกไป 1เดือน โดยให้เหตุผลว่างานที่ทำเริ่มไม่มีระบบ จริงๆคำตอบในใจไม่ใช่เพราะเหตุนั้นหรอก

 

เพราะไล่นายผมออกผมเลยออกตามต่างหาก(ทุกวันนี้ผมใช้สรรพนามเรียกหัวหน้าผมคนนี้ว่านายคงเป็นเพราะสอนอะไรผมเยอะแยะไปหมด)

 

มาวันนี้เหตุการณ์ไม่เหมือนวันนั้นเพราะจีเอ็มยังอยู่ในองค์กรเพียงแต่ย้ายไปทำหน้าที่อื่น

 

หน้าที่ๆไม่รู้ว่าต้องทำอะไร จีเอ็มคนนี้ทำงานมา 20 ปีเต็มๆให้กับบริษัท คำพูดวันนี้เหมือนน้อยใจ

 

ว่าทำงานมา 20 ปีสุดท้ายก็ว่างงาน แต่สิ่งที่จีเอ็มบอกออกมาวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่มาน้อยใจ ท่านบอกว่าผมทำงานมา 20 ปี

 

สุดท้ายก็ว่างงานแต่ผมรักองค์กร ผมยังสามารถทำงานให้กับองค์กรที่ผมรักจนผมเกษียณ(อีก 3 ปีก็เกษียณแล้ว)

 

ของให้ทุกคนในแผนกทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่ ทำให้องค์กรได้พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 

ผมยังมีกำลังใจอยู่เสมอหากมองไปเห็นพวกคุณทำงานอย่างเต็มที่ให้กับองค์กรที่ผมรักและเป็นองค์กรทำงานมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

 

ได้ยินอย่างนี้ผมกับอึ้งๆไม่แน่ใจว่าพูดออกมาเพราะต้องการให้กำลังใจเราในการทำงานหรือเปล่า

ผมไม่แน่ใจว่าผมจะทำงานให้กับองค์กรนี้นานขนาดไหน เช่นเดียวกับน้องๆที่จบมาใหม่ ทำงานได้ปีครึ่งปีแล้วลาออก

 

ผมคงว่าไม่ได้ว่าทำไมต้องออก ชีวิตทุกคนต้องดำเนินไปในทางที่เค้าเหล่านั้นเลือกกันเอง

 

แต่ผมมีคำถามในใจว่าทำไมคนที่รักองค์กรขนาดนี้ ถึงต้องโดนเด้งออกได้ง่ายๆ ผมถูกสอนมาจากนายเก่าว่า

 

จงทำงานให้เต็มความสามารถหากบริษัทต้องคัดคนออก บริษัทต้องให้เราออกเป็นคนสุดท้ายให้ได้

แต่คนที่คิดอย่างนี้มักอยู่ไม่รอด สุดท้ายผมได้มีโอกาสนั่งรับฟังจีเอ็มพูดนิดๆหน่อยๆว่า

 

 วันที่ผมรู้ว่าโดนเด้ง ผมกับไปคิดว่าผมผิดอะไร สุดท้ายผมไม่ได้ทำผิดอะไรมันเป็นเพียงนโยบายที่ลงมาเท่านั้นเอง

 

แล้วก็หันมาบอกกับผมว่านี่แหละชีวิตของลูกจ้าง ...

 

ผมยังคงบอกว่าไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในองค์กรนี้ได้นานแค่ไหน แค่ทุกวันหลังจากนี้คงทำงานให้เต็มที่

2008/Mar/05

พอดีเจอบทความสำหรับผู้ที่สนใจบริจาคเลือดต้องตอบคำถาม ให้ผ่าน 20ข้อก่อน ที่คุณต้องตอบตัวเองก่อนว่า

สภาพร่างกายของคุณพร้อมแล้ว หรือเลือดของคุณพร้อมที่จะมอบเพื่อต่อชีวิตผู้อื่นได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ดังนี้

1. สุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะบริจาคเลือด อายุระหว่าง 17-60 ปี

 

2. นอนหลับเพียงพอไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง อันนี้ผมเคยหลอกหมอลงมาหน้าซีดเลย เกือบเป็นลม

(ในชีวิตครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เกือบเป็นลม)

 

3. มีอาการท้องเสีย ท้องร่วงภายใน 7 วันก่อนบริจาคเลือดหรือไม่ เพราะผู้บริจาคจะอ่อนแอรับประทานไป

ส่วนผู้รับเลือดอาจได้รับเชื้อที่มากับเลือดได้ด้วย

 

4. ใน 3 เดือนที่ผ่านมา มีอาการน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน

ธัยรอยด์เป็นพิษ เครียด วิตกกังวล ก็ไม่ควรบริจาคเลือด

 

 5. ภายใน 3 วันก่อนบริจาคเลือด คุณรับประทานยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดข้อหรือไม่ เพราะอาจทำให้มีเกล็ดเลือดผิดปกติได้ เลือดแข็งตัวช้า บวมช้ำง่าย เลือดที่บริจาคไปก็จะไม่มีคุณภาพ

 

6. รับประทานยากแก้อักเสบภายใน 14 วัน หรือยาอื่นๆ หรือไม่ ซึ่งต้องระบุ ให้ทราบ เพราะผู้บริจาคเลือดที่ได้รับยาแก้อักเสบแสดงว่ามีการติดเชื้ออยู่ ซึ่งอาจแพร่เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดของผู้รับเลือดและอาจทำให้แพ้ยาได้

 

7. คุณเป็นโรคหอบหืด ลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง ไอเรื้อรัง วัณโรค โรคภูมิแพ้ หรือไม่เพราะการบริจาคเลือดทำให้ต้องสูญเสียเลือดอย่างรวดเร็ว อาจจะกระตุ้นให้มีการกำเริบได้ จึงไม่ควรบริจาคเลือด โรคผิวหนังบางชนิด โรคติดต่ออย่างวัณโรค ไอเรื้อรังก็ไม่ควรบริจาคเลือด

 

8. เคยเป็นหรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคตับอักเสบ ผู้ที่เคยเป็นโรคตับอักเสบแล้วไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นชนิดใด หรือไม่แน่ใจว่าหายขาดไม่มีเชื้อแล้วหรือไม่ ก็ควรเลื่อนการบริจาคเลือดออกไปจนกว่าจะทราบว่าเลือดของคุณปลอดเชื้อแล้ว

 

9. เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ไต ธัยรอยด์ มะเร็ง โรคโลหิตออกง่ายหยุดยาก เป็นต้น

เพราะโรคเหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาพ ซึ่งต้องใช้ยารักษาควบคุมรักษาอย่างต่อเนื่อง และถ้าไม่ดูแลตนเองให้ดี

อาจมีผลข้างเคียงของยาหรือมีโรคแทรกซ้อนที่ทำให้มีปัญหาสุขภาพได้ ควรพิจารณาดังนี้ - โรคความดันโลหิต

สูงและเบาหวานอนุโลมให้บริจาคเลือดได้ ถ้าใช้ยาควบคุมได้ดีอย่างอย่างต่อเนื่องและต้องเป็นเพียงโรคใดโรค

หนึ่งเท่านั้น - โรคหัวใจทุกชนิดต้องงดบริจาคเลือด - โรคไตชนิดเรื้อรังต้องงดบริจาคเลือด ถ้าเป็นชนิดอักเสบ

เฉียบพลัน และรักษาหายขาดภายใน 1 ปี สามารถบริจาคเลือดได้ - โรคธัยรอยด์ชนิดไม่เป็นพิษต้องรักษาหาย

แล้ว ถ้าเป็นชนิดเป็นพิษแม้รักษาหาย และหยุดยาแล้วก็ไม่ควรบริจาคเลือด - โรคมะเร็งทุกชนิดไม่ควรบริจาค

เลือด รักษาหายแล้วก็ตาม เพราะไม่สามารถทราบสาเหตุและตำแหน่งการกระจานหรือแฝงตัวของโรค - โรค

โลหิตออกง่าย-หยุดยาก เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ ควรงดบริจาคเลือด เพราะมีโอกาสเสียชีวิตเพราะเสียเลือดมาก

และเลือดหยุดยาก - โรคเรื้อรังอื่นๆ ควรงดบริจาคเลือด

 

10. ถอนฟันภายใน 3 วันที่ผ่านมา เหงือกอาจจะอักเสบและมีบาดแผลในช่องปาก เป็นทางนำเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้

 

11. คุณหรือคู่ของคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศกับผู้อื่น ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์สูง โรคบางชนิดมีระยะฟักตัวนาน อาจตรวจไม่พบเชื้อ เช่น HIV

 

12. ได้รับการผ่าตัดใหญ่ภายใน 6 เดือนหรือผ่าตัดเล็กภายใน 1 เดือน เนื่องจากการผ่าตัดใหญ่ทำให้มีการเสียเลือดมาก ร่างกายต้องใช้เวลาและสารอาหารในการซ่อมแซม ควรงดบริจาคชั่วคราว ส่วนผ่าตัดเล็กที่เสียเลือดไม่มาก ควรรอให้แผลหายก่อนค่อยบริจาคเลือด

 

13. เจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม ในระยะ 1 ปี มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคติดเชื้อที่มีการส่งต่อทางเลือดและน้ำเหลือง ซึ่งผู้ที่ได้รับเลือดอาจติดไปด้วย

 

14. เคยมีประวัติยาเสพติดหรือพ้นโทษในระยะ 3 ปี มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคที่มีการส่งต่อทางเลือดและน้ำเหลือง

 

15. เคยเจ็บป่วยและได้รับเลือดจากผู้อื่นในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับเลือดคนอื่นจะมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาในระบบโลหิต ถึงแม้จะมีการตรวจหากลุ่มเลือดหลักที่เข้ากันได้ แต่กลุ่มย่อยที่ไม่สามารถหาได้ตรงกันหมด ก็ยังคงเป็นปัญหาของผู้ได้รับเลือด

 

16. เคยฉีดวัคซีนในระยะ 14 วัน หรือฉีดเซรุ่มในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา การฉีดวัคซีนเป็นการกระตุ้นร่างกายให้สร้าง

ภูมิคุ้มกันโรคในช่วง 14 วัน จึงควรให้ร่างกายได้ทำงานเต็มที่ การฉีดเซรุ่มต้องติดตามดูโรคนั้นๆ 1 ปี

 

17. เคยเข้าไปในพื้นที่ที่มีเชื้อมาเลเรียชุกชุมในระยะ 1 ปี หรือป่วยเป็นมาเลเรียในระยะ 3 ปี ถ้าไม่ได้รักษาให้

หายขาด เชื้อสามารถแอบแฝงอยู่ในร่างกายโดยไม่ได้แสดงอาการรุนแรง

 

18. คุณผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างรอบเดือน ไม่ควรให้ร่างกายมีการเสียเลือดซ้ำซ้อน ควรรอให้หมดประจำเดือนก่อน

 

 19. คนที่คลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา จะมีการเสียเลือดมาก ร่างกายต้องการเวลาในการ

ปรับตัวและสร้างเลือดขึ้นมาใหม่ ควรงดบริจาค 6 เดือน

 

20. อยู่ในระหว่างให้นมบุตรหรือตั้งครรภ์ น้ำนมผลิตขึ้นมาจากเลือด การเสียเลือดในการบริจาคจะทำให้น้ำนม

ลดน้อยลงหรือหมดไป 20ข้อ เป็นข้อมูลจากสภากาชาด ส่วนข้อที่

 

21.ข้อแถมสำหรับผมงดดื่มเครื่องที่มีแอลกอฮอร์ 1 วันก่อนเข้าไปบริจาคครับ ใครสนใจก็รับบุณกันทั่วหน้าส่วน

คนที่มีความจำเป็นบริจาคไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งท้อนะครับยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างให้เลือกทำดีครับ^__^